- พรหมวิหาร ๔ -
ช่วยพิมพ์โดย คุณนิติวุฒิ นาคชำนาญ

ตอนที่ ๕ พรหมวิหาร ๔ ตัดความโกรธ

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปก็ขอได้โปรดสดับเรื่องราว ของพรหมวิหาร ๔

สำหรับการเจริญพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขอได้โปรดจงอย่าทิ้งอารมณ์ของอานาปานุสสติกรรมฐาน หรือว่าคำภาวนาใด ๆ ที่สามารถ ทำกำลังใจของท่านให้พ้นจากความฟุ้งซ่านของจิต หมายความว่า จิตเอาอารมณ์อื่นเข้าคิดแทนการฝึกสมาธิ เมื่อจิตมีกำลังควบคุมด้วยอำนาจของสมาธิแล้ว เมื่อจิต เยือกเย็นปัญญาก็เกิด

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การเจริญพระกรรมฐานที่ทำกันได้ดีก็เพราะว่า

๑. ถ้าจิตต้องการคิด เราก็หาทางคิดในขอบเขตในวงการของกรรมฐานบทนั้น ๆ ถ้าเห็นว่าจิตซ่านออกไป กำลังใจคุมไม่อยู่ อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมครู ทรงแนะนำให้ทิ้งอารมณ์คิดเสีย หันมาจับอานาปานุสสติกรรมฐาน คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ถ้ากำลังจิตเป็นสุขทรงตัวดี ที่เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์สบายใจ ไม่สอดส่ายไปหาอย่างอื่นก็หันเข้าไปใช้การพิจารณาใหม่ เพราะทำกันแบบนี้ผลดีจึงเกิด ถ้าหากว่าทำกันประเภทส่งเดชมันก็ใช้อะไรไม่ได้

แล้วอีกประการหนึ่ง อารมณ์สมาธิก็ดี อารมณ์คิดก็ดี คิดหมายถึงว่า ต้องคิดอยู่ในขอบเขตของวงการกรรมฐานที่เราต้องการ ก็จงอย่ามีแต่เฉพาะเวลาที่เรา ใช้อารมณ์สงัดหรือว่าเวลาที่สงัด เช่นตั้งเวลาไว้ว่าเวลาสองทุ่มบ้าง สามทุ่มบ้าง ตีหนึ่งบ้าง ตีสองบ้าง ถ้าใช้เฉพาะเวลาอย่างนี้ละก็บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีผล กำลังใจของเราที่เรียกกันว่าสมาธิ คือ การทรงกำลังจิต ให้มันคิดอยู่ในขอบเขตของกรรมฐานที่เราต้องการ ว่ากันตามปกติ ก็คือทั้งวัน ถ้าจิตเรามีงานอย่างอื่นก็ทำอย่างอื่นไป จิตว่างจากงานนั้นเมื่อไร ก็หันเข้ามาจับอารมณ์พระกรรมฐาน อย่างนี้ทั้งสมถะและวิปัสสนาจะมีผลแก่ท่านโดยรวดเร็ว แล้วก็เกินคาด

อย่างที่บรรดาท่านพุทธบริษัทใช้อารมณ์ฝึกมโนมยิทธิก็ดี ฝึกทิพพจักขุญาณก็ดี ที่ได้ยากนั้นก็หมายความว่าทิ้งอารมณ์ คือ ไม่ทรงอารมณ์ไว้ นี่อย่างหนึ่ง

และประการที่ ๒ เวลาที่กระทำ ตั้งใจคิดอยากจะเห็น คิดอยากจะไปเกินไป จัดว่าอุทธัจจะในนิวรณ์ ๕ ประการ อย่างนี้ไม่ได้ผล เขาต้องใช้คำภาวนาให้จิตมันทรงตัว ถ้าจิตทรงตัวมีอารมณ์เป็นสมาธิ สมาธิเกิดขึ้นเมื่อไร จิตมีอารมณ์เป็นทิพย์เมื่อนั้น ถ้าต้องการทิพพจักขุญาณ พอเข้าถึงอุปจารสมาธิชั้นสูง อันดับสูงใกล้จะถึงปฐมฌาน ผลก็เกิด ถ้าต้องการมโนมยิทธิ ถ้าจิตทรงฌาน ๔ เมื่อไร ผลก็เกิด ผลจะเกิดหรือไม่เกิด มันอยู่ตรงนี้ คือ วันทั้งวันเราไม่ทิ้งอารมณ์นั้น ผลมันก็จะเกิด ไม่ใช่ว่าจะมาเลือกเวลากันเฉพาะเวลาฝึก เฉพาะเวลาฝึกเราจึงจะใช้อารมณ์นั้น อย่างนี้นานหน่อย ที่ได้เร็วก็หมายความว่าต้องเป็นคนที่เคยได้มาแต่ในกาลก่อน

สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดเรื่องพรหมวิหาร ๔ คือมี

เมตตา ความรัก

กรุณา ความสงสาร

มุทิตา จิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร

อุเบกขา วางเฉย

วันนี้เห็นจะเป็นการควบคุมของพระอนาคามี ความจริงท่านทั้งหลายที่ทรงพรหมวิหาร ๔ เริ่มมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งชนในระดับนี้ การทรงพรหมวิหาร ๔ ของท่านทรงตัวกว่าจะมาถึงพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันนั้น พรหมวิหาร ๔ มันดีแล้ว เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ดี เป็นพระโสดาบันไม่ได้ แต่ว่าคนที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ถ้ามีความจริงจัง เขาก็คิดว่าเริ่มต้นขั้นประถมของพรหมวิหาร ๔ ควรเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่ฌานโลกีย์

นี่การเจริญพระกรรมฐานต้องรู้จุด คือต้องรู้จุดที่เราจะต้องลง ไม่ใช่เป็นนักบินที่ไม่รู้จักสนามบินที่จะลง ถ้าไม่รู้จักสนามบินที่จะลง ไม่ช้าน้ำมันหมด ตกลงมาตาย อย่างกับนักเจริญพระกรรมฐานทั้งหลายหาจุดไม่ได้ก็ว่ากันเรื่อยไป คุยกันถึงเรื่องนั่งนาน ภาวนานาน เดินนาน ยืนนาน นั่งนาน เอานาน ๆ เข้าว่ากัน ไม่มีอะไรเป็นผล ผลมันอยู่ที่จิตบริสุทธิ์หรือที่จิตทรงตัว คือ ผลจริง ๆ ที่เราต้องการ ก็คือ ความเป็นพระอริยเจ้า อย่างเลวที่สุดเราควรจะเป็นพระโสดาบัน นี่ผมพูดตามความต้องการของพระพุทธเจ้า อย่างดีที่สุด เราต้องการความเป็นพระอรหันต์

ฉะนั้น หากว่าท่านผู้ตั้งใจทรงพรหมวิหาร ๔ อย่าลืมนะครับว่านักปฏิบัติ ไม่ว่าปฏิบัติทางโลก ทางธรรม ชั้นต่ำ ชั้นสูง ถ้าขาดอิทธิบาท ๔ ก็ไม่มีทางมีผล

อิทธิบาท ๔ คือ

ฉันทะ มีความพอใจในอารมณ์ที่เราต้องการ คือในกรรมฐานอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่งที่เราต้องการ พอใจ คือ จิตนึกถึงอยู่เสมอ เหมือนกับชายหนุ่มหญิงสาว ที่เริ่มรักกัน ก็นั่งนึกถึงกันอยู่ตลอดเวลา จะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ก็นึกอยู่ถึงกันได้เสมอ นี่ฉันทะ ความพอใจ

ประการที่สอง วิริยะ ความเพียร ในเมื่อไม่มั่นใจว่าเขาจะรักเราแน่ ก็ต้องเพียรทำทุกอย่างเพื่อให้เขารัก และอยู่ไกลแสนไกลสักปานใดก็ตาม ก็ต้องเพียร เข้าถึงกันให้ได้ ข้อนี้ฉันใด การเจริญพระกรรมฐานก็เหมือนกัน เพราะกำลังใจเรากลับจากอารมณ์แห่งความชั่ว มาเป็นอารมณ์ของความดี มันก็ต้องต่อสู้

สมมุติว่าไอ้ความชั่วมันเข้ามาครองจิตอยู่ก่อน เราจะเอาความดีเข้ามาครองเมื่อภายหลัง ผู้ครองก่อนก็ต้องประกาศสงครามกัน เราก็ต้องใช้ความพยายามห้ำหั่นตัวร้ายที่ครองในจิตใจของเราให้พินาศไปให้ได้ นี่เป็นความเพียร เราจะไม่ยอมแพ้ วันนี้แพ้พรุ่งนี้สู้ใหม่ เวลานี้แพ้ เวลาหน้าสู้ใหม่ คำว่าแพ้หมายถึง การทรงกำลังใจ มันทรงไม่อยู่ก็แพ้ แพ้ก็เลิก ซ่านเกินไปก็เลิก เมื่ออารมณ์สบาย ตั้งท่าว่ากันใหม่ อย่างนี้ไม่ช้าไม่นานเท่าไร เราก็ชนะ

๓. จิตตะ เอาใจจดจ่ออยู่ในอารมณ์นั้นตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ เห็นไหมล่ะ

๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญว่าการปฏิบัติการใช้อารมณ์แบบนี้ ถูกต้องตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนแล้วหรือยัง ถ้าไม่ถูกต้องตามนั้นแสดงว่าใช้ไม่ได้ ต้องใช้หลัก ๔ ประการนี้คุมใจอยู่ตลอดเวลา ความจริงที่พูดไป ถามว่ายากไหม ผมไม่เห็นยากเลย ถ้าเราเป็นคนเอาจริงเสียอย่าง ไม่มีอะไรจะยาก ไอ้คำว่ายากนี่ก็หมายความว่า กำลังใจไม่มีความจริง หาจริงไม่ได้ สักแต่ว่าทำผลุบ ๆ โผล่ ๆ นี่เป็นประเภทศรัทธาหัวเต่า ผลุบเข้าผลุบออกแบบนี้มันไม่ได้ ทำศาสนาเขาเสื่อมเสียด้วย

ต่อแต่นี้ไปก็มาพูดกันถึงการ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา จิตอ่อนโยน อุเบกขา วางเฉย ตัวนี้ถ้ามีจริง ๆ จัง ๆ เป็นกำลังของฌานทรงตัวและจิตน้อมเข้าไปถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เริ่มต้นก็เป็น พระโสดาบัน กับ สกิทาคามี

ตอนนี้มาว่ากันถึงเรื่องของพระอนาคามี ได้กล่าวมาแล้วว่า เราควรจะมีความรักในจิตใจของเรา ว่าจงอย่ามัวเมาในกามคุณ ๕ เพราะว่าการมัวเมาใน กามคุณ ๕ คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สมผัสระหว่างเพศ ไม่ได้สร้างประโยชน์ ไม่ได้สร้างความสุข มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ คนที่เขาแต่งงานกันน่ะ เห็นไหมว่าเขาทะเลาะกันน่ะมีบ้างหรือเปล่า เวลาก่อนที่จะแต่งงานกัน เลือกแล้วเลือกอีก สวยหรือไม่สวย ดีหรือไม่ดี แหม ... เลือกกันจ้ำจี้จ้ำไช เลือกน้อยเลือกใหญ่ สืบสาวราวเรื่อง สืบตระกูลกันไม่หวาดไม่ไหว พอแต่งงานกันไม่เท่าไร ทะเลาะกันแล้ว ไอ้ความทุกข์ทั้งหลายอย่างอื่นมันก็ติดตามเข้ามา นี่ความสวยความสง่าผ่าเผย ที่ต้องการในลำดับแรก ในที่สุดความเศร้าหมองมันเกิด ทรุดโทรมลงไปทุกวัน ๆ ดูคนที่เขาแต่งงานกันผ่านระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี แล้วไปขอดูรูปถ่ายที่เขาถ่ายเมื่อ วันแต่งงานน่ะมันคล้ายคลึงกันไหม ดีไม่ดี เราอาจจะจำไม่ได้ คิดว่าผีหลอกก็ได้ มันทรุดโทรมขนาดนั้น มีลูกมีเต้าออกมามันมีความสุขหรือความทุกข์ แบกภาระเรื่อง การเลี้ยงลูกอย่างหนัก ในที่สุดต่างคนต่างตาย และร่างกายของคนที่เรารัก มันสกปรกหรือว่าสะอาด

ตอนนี้เราต้องรักจิตของเรา เรียกว่า เรารักตัวเรา คือ จิตคิดว่า อารมณ์อย่างนี้ อาการอย่างนี้ มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ เราแสวงหาความสุข ทำไมจึงจะ ก้าวเข้าไปสู่ในกฎของกามคุณ มันดึงชาวบ้านให้เขาทุกข์ยากลำบาก ต้องพลัดพรากจากกัน " ปิยโต ชายเต โสโก " องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า " ความเศร้าโศกเสียใจเกิดจากความรัก " พอพลัดพรากจากกันตามกฎของธรรมดาเท่านั้นแหละ ร้องไห้งอแง ทำไมจึงไม่คิดว่าคนเราเกิดมาแล้วมันต้องตาย ญาติผู้ใหญ่คนอื่นเขาตายให้ดู ทำไมจึงไม่มอง ไปคิดว่าไอ้คนที่เรารัก ของที่เรารัก มันจะอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย พอจากกันหน่อยตามกฎธรรมดาก็ร้องไห้ อันนี้น่าสังเวชจิต

นี่เราใช้เมตตา คือ อารมณ์แห่งความคิดรักตัวเอง ว่าจงอย่าก้าวเข้าไปหาความทุกข์ประเภทนั้นเลย จงใช้อสุภกรรมฐาน กับ กายคตานุสสติกรรมฐาน เข้ามา พิจารณาแล้วก็จับมรณานุสสติกรรมฐาน คือ ความตาย เข้ามาร่วมด้วยช่วยคิดว่า ไอ้สิ่งสกปรกของร่างกายเราก็ดี ร่ายกายเขาก็ดี เมื่อมันอยู่ ประคองกันอยู่ตลอดกาลตลอดสมัยไปได้หรือเปล่า หรือว่ามันตายในวันสุดท้าย ก็ปรากฏว่ามันตาย ถ้ามันตายจากกันจะไปสร้างความลำบาก อยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " เอกายโน อยัง ภิกขเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา " ซึ่งแปลเป็นใจความตามเนื้อความว่า " ทางของบุคคลผู้เดียวจัดว่าเป็นทางเอก เป็น ทางนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง "

นี่หมายความว่า แค่ตัวเราคนเดียวเท่านั้นมันก็ทุกข์ พระพุทธเจ้ายังแย้งเข้ามาอีกว่า ไอ้ร่างกายของเราที่เรียกกันว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา นี่มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา นี่เราไม่ต้องการเขา แล้วก็เลยไม่ต้องการเราเสียด้วย คำว่าเราในที่นี้คือร่างกาย เราจริง ๆ ไม่ใช่กาย กายเป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เราคือ อทิสสมานกาย หรือที่เราเรียกกันว่าจิต เข้ามาสิงสถิตอยู่ในกาย ใช้กายเป็นที่อยู่ ใช้กายเป็นแดนอาศัย จะทำอะไรจะพูดอะไรก็ใช้กายพูด จะใช้กายทำ เราจริง ๆ ไม่ใช่กาย คือ จิต ที่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นั่นคือเรา

แล้วก็มองดูร่างกายว่า มันเป็นเรา เป็นของเราไหม มองเห็นไม่ยาก ตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ร่างกายมันเป็นธาตุ ๔ คือ ตัณหาสร้างขึ้น อาศัยธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มีอากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ

คำว่า วิญญาณธาตุ ที่เราเรียกกัน ประสาท คือ ความรู้สึก แล้วจิตก็ใช้ทำงานต่าง ๆ เกิดขึ้นมาแล้วมันก็ทรุดโทรมลงไปทุกวัน มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน มีความหิวความกระหายตลอดเวลา ไม่ช้ามันก็ตาย ถ้ามันเป็นเราจริง เป็นของเราจริง มันจะตายได้ยังไง

เป็นอันว่าปลงใจเสียว่าร่างกายของเราก็สกปรก มันทรุดโทรมทุกวัน มันเป็นของไม่ดี กายนี้เราไม่ต้องการมันอีก และกายคนอื่นเราก็ไม่ต้องการ วัตถุธาตุใด ๆ ที่จะเป็นสมบัติต่อไปในเบื้องหน้าไม่มีสำหรับเรา คือ ชาติหน้า ชาตินี้ต้องมี มันต้องกินต้องใช้ ถ้าตายจากชาตินี้เมื่อไรก็เลิกกัน ถ้าคิดอย่างนี้มันก็เลย เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์กันไปเลย พระอรหันต์เขาคิดแค่นี้ ตอนนี้เราเอาแค่ตัดกามฉันทะกันก่อน

ย้อนกล่าวถึงกามฉันทะ ( อนาคามีก็ต้องปฏิฆะอีกอันหนึ่ง ) คือระงับกามฉันทะได้ ตัวนี้ไม่ระงับนะ ตัดขาดไปเลย ความรู้สึกในเพศก็ไม่มี เจอะหน้าคนที่เรา เคยรัก ลักษณะอย่างนี้เราเคยรัก เจอะสีสันวรรณะที่สวยสดงดงามที่เราเคยชอบ ฟังเสียงที่เราเคยหลง ดมกลิ่นที่เราเคยปรารถนา แตะรสที่เราต้องการว่าอร่อย เหลือเกิน สัมผัสระหว่างเพศที่เราต้องการ อาการอย่างนี้ไม่ปรากฏในจิต มีความรู้สึกอยู่ว่ารูปก็ดี รูปสวยมันโกหก เดี๋ยวมันก็พัง เสียงเพราะมันโกหก ไอ้เสียงเพราะ ๆ นี่ไม่แน่หรอก วันนี้เราได้ฟังเสียงหวาน ๆ ชื่นใจ ประโลมใจ พูดจาดี สละสลวยช่วยให้มีความสุข แต่ดีไม่ดีประเดี๋ยวแกก็ด่าส่ง จะไปสนอะไรกับเสียง

ไอ้กลิ่นก็เหมือนกัน กระทบจมูกแล้วก็หายไป อย่างรสนี่สัมผัสปลายลิ้นกับกลางลิ้นมีความรู้สึก พอถึงโคนลิ้นก็หายไป การสัมผัสร่างกายซึ่งกันและกัน ทุกสิ่งทั้ง ๕ ประการไม่ได้สร้างความสุข ไม่ได้สร้างความทรงตัว เราได้มาทั้งหมดเราก็แก่ไปทุกวัน มันไม่ได้ห้ามความแก่ เราได้มันมาทั้งหมด เราก็มีการป่วยไข้ มีความทุกข์ มีความเหน็ดเหนื่อย ไม่ได้ช่วยให้เราหายเหนื่อย เราได้มันมาแล้วเราก็ตาย ไปคบมันทำไม เลิก พูดกันอย่างย่อ ๆ

ต่อนี้ไปก็ว่ากันถึงปฏิฆะ คือความกระทบกระทั่งอารมณ์ ความจริงท่านที่ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นพระอนาคามีง่าย ผมอยากจะบอกว่าบุคคลใดมีความชำนาญ ในพรหมวิหาร ๔ ผมไม่อยากจะบอกว่า ท่านได้เป็นพระโสดาบันเมื่อนั่น เป็นสกิทาคามีเมื่อมีนี่ ผมไม่อยากจะพูดอย่างนี้ ผมอยากจะพูดว่า บุคคลใดถ้าทรง พรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ คนนั้นควรจะเริ่มต้นเป็นพระอริยเจ้าด้วยพระอนาคามี เห็นไหม พรหมวิหาร ๔ นี่คุณประเสริฐมาก

ตอนนี้เรามาพูดถึงปฏิฆะ คือ การที่ไม่ชอบใจ อารมณ์ที่มันไม่ชอบใจที่มันเกิดขึ้นกับเรา เราก็มานั่งคิดว่าทำไมเราถึงไม่ชอบใจวาจาที่เขากล่าว จริยาที่เขา แสดงออก มันมีเหตุมีผลอะไร และมันดีไหมการแสดงความไม่ชอบใจนี่ มันดีหรือมันชั่ว ถ้าไม่ชอบใจเล็กมันก็บ้าเล็ก ไม่ชอบใจใหญ่มันก็บ้าใหญ่ คือว่าไม่ชอบใจเล็ก จิตมันโกรธ อารมณ์ขุ่น หน้ามันชักนิ่ว ผมไม่สวย อาการที่แสดงออกก็ไม่งาม นี่เริ่มบ้าเล็ก ถ้าไม่ชอบใจใหญ่ มันทนไม่ไหว ปากด่ามือตี

นี่เป็นอันว่าบ้าใหญ่ คือไม่ชอบใจใหญ่ และอารมณ์ที่ไม่ชอบใจมันเป็นปัจจัยของความสุขหรือความทุกข์ นั่งนึกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจนี่มันเป็นปัจจัยของ ความทุกข์ ไม่ใช่ความสุข ทุกข์ตรงไหนล่ะ ถ้าโกรธเขาขึ้นมาแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดไว้เสมอว่าเมื่อไรกูจะฆ่ามึงให้ได้หนอ เมื่อไรเราจะทำร้ายมันให้ได้ เมื่อไรเราจะแกล้งให้มันฉิบหายเสียให้ได้ นั่งคิดนอนคิด คิดมากเท่าไรอารมณ์ฟุ้งซ่าน ใจก็ไม่เป็นสุขมีแต่ความเร่าร้อน นอนก็เลยไม่หลับ เมื่อนอนไม่หลับมันก็กิน ไม่ได้ แล้วใครตายก่อนล่ะ คนที่ถูกโกรธตายก่อน หรือว่าคนที่โกรธตายก่อน ถ้าบังเอิญคนที่เขาถูกโกรธเขายังไม่รู้ เขานอนหลับสบาย กินได้นอนหลับ จิตเป็นสุข เราก็มีแต่อารมณ์กระสับกระส่ายหาความสบายไม่ได้ มีแต่ความเร่าร้อน เมื่อนอนไม่หลับกินไม่ได้ ร่างกายมันทรุดโทรมผ่ายผอมลงไปทุกวัน ประสาทก็เริ่มมีอาการ เสื่อม จิตมีกำลังใช้มากเกินไป ประสาททนไม่ไหว ในที่สุดก็โทรม โทรมแล้วก็ตาย มีประโยชน์ไหม

ถ้าสมมุติว่าเราจะฆ่าเขาได้นี่ เราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คนที่ทำให้เราไม่ชอบใจ ฆ่ามันเสียเลย ไม่เอาไว้เฉพาะหน้า ขืนอยู่ร่วมโลกกันไม่มีความสุข ถ้าเราฆ่าได้โดยสะดวก เขาไม่ต่อสู้ ก็ลองนึกถอยหลังมาว่ามันจะสุขหรือมันจะทุกข์ เพราะคนในโลกนี้ไม่มีแต่เขากับเราสองคน มันมีคนอื่นอยู่ด้วย ถ้าเราไปฆ่าเขาตาย ญาติพี่น้องของเรา เพื่อนที่รักของเขา ก็จะสร้างความแค้นเคืองให้เกิดขึ้นกับเรา

ทีนี้เราก็ต้องคอยหลบคอยระวัง เกรงว่าเขาจะมาแก้มือ หรือมิฉะนั้นคนที่รับอาสาแก้มือที่มีความสำคัญก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องจับเราไปขังหาว่าเป็น อาชญากร หมดอิสรภาพ หมดความสุข และต่อไปเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ คือศาล ก็ตัดสินเข้าคุกเข้าตะราง หรือถูกประหารชีวิต

นี่อาการที่เราโกรธและทำได้ตามความประสงค์ของเรา มันก็เป็นความทุกข์ เราจะนั่งโกรธทำอะไรกันล่ะ ก็คนที่เขาทำไม่ดีเพราะทางกาย พูดไม่ดีเพราะ ทางวาจา ก็คนผู้นั้นมันคนบ้า เราก็นั่งคิดว่าไอ้พวกคนบ้านี่จะไปถือมันทำไม โบราณท่านบอกว่า " อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา " เขาบ้าอะไร บ้าอำนาจวาสนา อยากจะ เป็นคนเก่ง บ้าความอิจฉาริษยาคนอื่น อยากจะดีแต่ผู้เดียว

ก็รวมความว่าบ้าทำลายความสุข คือ ทำลายความเป็นมิตร คนประเภทนี้ปัญญาไม่มีจะคิด มีแต่อารมณ์บ้าเข้าครองใจ ไอ้คนบ้าประเภทนี้ มันไม่มีความสุข มันมีแต่ความทุกข์ตลอดกาลตลอดสมัย ทำไมเราจะต้องบ้าตาม

ตอนนี้ต้องหันหาเมตตาตัวเราเองก่อนว่า โอหนอ คนนี้ช่างโง่เหลือเกิน เขาไม่น่าจะทำลายความเป็นมิตรของเรา ถ้าเขาเป็นมิตรกับเราเขายังมีความสุข เขาจะไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องทุกข์ เพราะเราไม่ได้เป็นศัตรู การที่เขาประกาศเป็นศัตรูกับเรานี่ เขาตัดความสุขกับคนไปพวกหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเรา เพราะพรรคพวก ของเราอีกหลายคนที่ต้องเกลียดเขา เป็นศัตรูกับเขา ถ้าเราไปโกรธกับเขาด้วย มันจะช่วยให้มีความสุขไหม มันก็ไม่มีความสุข อาการที่เขาแสดงออกด้วยความ ไม่พอใจ มันสร้างให้เราแก่เร็วลงไปไหม ถ้าเราอ้วนอยู่ มันทำให้ผอมหรือเปล่า เราเป็นคนร่างกายแข็งแรง ทำให้เราป่วยหรือเปล่า ถ้าเราไม่รับเสียอย่างเดียว ทุกสิ่ง ทุกอย่างไม่มีอะไรมาถึงเรา เรานอนเป็นสุข แกอยากจะด่าบ้าไปคนเดียว แกก็ด่าไปคนเดียว มันบ้านี่ ยิ่งนินทาว่าร้ายเขามากเท่าไร ชาวบ้านเขาก็เกลียดมากเท่านั้น เราก็เฉยเสีย

ต้องดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ใครว่าอะไรท่านก็เฉย ตัวเฉยตัวนี้แสดงว่า พรหมวิหาร ๔ ตัวสุดท้ายเราก็นำมาใช้ เรานึกเมตตาว่าคนนี้ไม่ควรจะสร้างศัตรู สงสาร คิดว่าถ้าเขาเป็นมิตรกับเราเขาจะมีความสุข นี่เขาต้องมีความทุกข์เพราะประกาศตนเป็นศัตรูกับเรา ใช้ข้อท้าย อุเบกขา เข้ามาระงับกับอารมณ์ของใจ ว่าใคร จะบ้ายังไงก็ช่างเขา เราจะไม่ดีเราจะไม่ชั่วเพราะคนรักหรือคนเกลียด เราจะดีหรือจะชั่ว จะมีความสุขหรือความทุกข์ ที่อาศัยความสงบในจิต คือไม่รับทั้งชั่ว ไม่รับทั้งดี คือว่า ไม่รับทั้งคำสรรเสริญ และนินทาเป็นสำคัญ เราจะขอยึดคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดา คือ อุเบกขา ความวางเฉย ทำใจให้เป็นสุข นึกสนุกว่า โอหนอ ... โลกนี้ยังมีคนบ้าอยู่มาก ถ้าหากว่าเราบ้าตามเขาเมื่อไร ตายเราก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

ถ้าทำกำลังใจของเราเป็นสุข ไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมา ช่างเขา เขาอยากจะตกนรกเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคนที่ใช้การไม่ได้ต่อไป ข้างหน้า มันเป็นเรื่องของเขา เราขอเอาความสุข คือ ยอมจิตสงบ ไม่ยอมรับนับถือวาจาของคนชั่วประเภทนั้น คิดตามแบบขององค์สมเด็จพระภควันต์ที่ตอบกับพราหมณ์ พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้า หาว่าพระพุทธเจ้าแพ้เพราะไม่ตอบ พระพุทธจ้าทรงตรัสว่า " ฉันคิดว่าคนที่ด่าฉัน แล้วฉันด่าตอบ ฉันคิดว่าฉันเลวกว่าคนที่เขาด่าฉัน " นี่เป็น อันว่าคนที่ด่าเรา ว่าเรา ทำให้เราไม่ชอบใจเขาแล้ว เราจงอย่าเลวมากกว่าเขา ถ้าเราไม่ยอมรับเสียเพียงใด เขาก็เลวแต่ผู้เดียว

เป็นอันว่าถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทคิดไว้อย่างนี้ ความเป็นพระอนาคามีก็เกิดขึ้นกับท่าน จะรู้ได้ต่อเมื่อบุคคลใดด่า จิตเรามีความสุข ไม่สะทกสะท้านในคำด่า เมื่อเขายังด่ามากออกท่ามาก เราจงคิดว่า โอ๊ย ไอ้นี่มันบ้ามากอย่างนี้ เราไม่เอาด้วย ไม่ยอมบ้าแล้ว อย่างนี้ชื่อว่าท่านปฏิบัติตามกระแส พระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระประทีปแก้ว อาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นพระอนาคามีได้สบาย

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาการที่จะแสดงกันพูดกันก็หมดแต่เพียงเท่านี้ สำหรับต่อไปนี้ ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร

สวัสดี

( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๓ หน้า ก )

Copyright © 2005
ตกแต่งโดย Amine ( กองสิน พยอมแย้ม )
21 มิ.ย. 2548 14:49:05